มันเป็นคืนนรกของดีเจอย่างแท้จริง…
แม้ไม่ได้มีหลักสูตรเปิดสอนในสถาบันศึกษาแห่งไหน
แต่คนเป็นดีเจในผับบาร์จะไม่เปิดเพลงแบบรายการวิทยุเด็ดขาด
เราไม่เปิดเพลงช้าสลับเร็ว
เราไม่เปิดเพลงข้ามแนวแบบกระทันหัน
เพลงต่อเพลงที่เราเปิดจะรุกคืบไปข้างหน้า
สนุก สนุกขึ้น สนุกขึ้นไปอีก
และจะก้าวสู่จุดสูงสุดราวหนึ่งชั่วโมงก่อนร้านปิด
เพราะอาชีพของเราถูกลิขิตด้วยมิกเซอร์
เอ่อ ไม่ใช่มิกเซอร์ที่เป็นเครื่องปรับแต่งเสียงหรอกนะครับ
แต่เป็นโซดา น้ำ และน้ำอัดลม แหล่งรายได้หลักของร้านต่างหาก
ถ้าลูกค้าสนุกต่อเนื่อง พวกเขาก็จะนั่งนาน และสั่งมิกเซอร์มากขึ้น
จะบอกว่าศักดิ์ศรีของดีเจ อยูที่จำนวนขวดมิกเซอร์ที่อยู่ข้างโต๊ะลูกค้าก็ยังได้
แต่ดีเจก็ยังเป็นคน และมักเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องเพลงด้วย
เกือบเที่ยงคืน ร้านไร้ลูกค้า ดูเหมือนราตรีใกล้จบลงแล้ว
ผมลองจัดเพลย์ลิสต์เพลงไทยเล่นๆ ประมาณ 5-6 เพลง
เพราะร้านกำลังวางแผนจะเปลี่ยนบุคลิกไปเปิดเพลงไทยในอนาคต
แต่ระหว่างที่ Unlovable ของ Mild กำลังดังขึ้น
ลูกค้าก็เข้าร้านแบบไม่ทันตั้งตัว เป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย
ผมกับเจ้าของร้านเห็นพ้องกันว่า เพลงไทยน่าจะเหมาะกับพวกเขาที่สุด
แต่โชคไม่ดีที่ฮาร์ดดิสก์ของร้านมีเพลงไทยจำนวนจำกัด
เพลงใหม่ที่สุดนั้นวางจำหน่ายตั้งแต่ปีที่แล้ว
ส่วนเพลงเก่าที่ที่ข้ามเส้นคลาสสิก ก็มีอยู่ไม่มากนัก
Tattoo Colour, Clash, Body Slam ชุดล่าสุดถูกงัดออกมาใช้งาน
แต่ก็สลับด้วยเพลงเก่าอย่าง Monotone, Modern Dog, ปาล์มมี่, ลุลา
เท่าที่สังเกต ลูกค้ากลุ่มนี้น่าจะสนใจแต่เพลงฮิต
และไม่นาน ความกลัวของผมก็เป็นจริง เมื่อลูกค้าขอเพลงใหม่ที่ไม่มีในร้าน
เขาจึงยกแล็ปท็อปลงมาจากรถ และโหลดเพลงผ่านแฟลชไดรฟ์มาให้
เมื่อผมเปิดดู ก็พบกับเพลงติดชาร์ตของรายการวิทยุวัยรุ่น
เป็นเพลงดังคละเคล้าทุกแนวทางตามประสาชาร์ตเพลงฮิต
ทั้ง K-otic, Girl Generation, แสตมป์, Friday, Big Ass, แดน
ลูกค้ายังกำชับกับผมว่า
“ให้เครื่องมันแรนด้อมเอาก็ได้นะพี่”
แม้จะเป็นแค่ดีเจจำเป็น แต่ผมก็ตะโกนกลับไปว่า
“แล้วตูจะเป็นดีเจไปทำไมฟะ”
อืม ก็แค่ตะโกนในใจน่ะนะ
ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจเลือกเฉพาะเพลงฟังสบายๆ ออกมาหนึ่งชุด
เพราะตอนนั้นเลยตีหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่ควรปิดร้านไปแล้ว
เปิดเพลงชิลล์ๆ ไปเรื่อยๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
คืนนั้นน่าจะผ่านไปด้วยดี ถ้าไม่มีลูกค้าเข้าร้านอีก
(นี่กำลังพูดถึงร้านเหล้านะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็น 7-11)
เป็นลูกค้าขาประจำที่ชอบฟังเพลงสากล
นั่งได้ไม่นาน เธอก็ขอเพลง Yellow ของ Coldplay
ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะ Yellow เป็นเพลงที่ต่อกับเพลงอื่นได้ไม่ยาก
แต่เผอิญว่าตอนนั้น ผมกำลังเปิด Ticket ของ August พอดี
ไม่ว่าจะใช้จินตนาการขนาดไหน ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าสองเพลงนี้จะเชื่อมต่อกันได้
ในที่สุด ผมก็ลองจัดเซ็ตเพลงไทยเกี่ยวกับทะเล 2-3 เพลงมาคั่น
(เพราะนึกถึง mv ของ Yellow ที่ถ่ายที่ริมทะเล)
แต่ก็พอเพลงของ Coldplay ดังขึ้นจริงๆ
ผมก็รู้เหมือนบิดหน้าปัดวิทยุไปเป็นอีกคลื่นอยู่ดี
และนั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่ผมรู้สึกอย่างนั้นในคืนนั้น…
ลูกค้าสองโต๊ะสุดท้าย สร้างรายได้ให้ร้านในระดับที่น่าพอใจ
ในฐานะดีเจผมก็ไม่มีอะไรบกพร่อง
เพราะตอบสนองลูกค้าทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว
แต่ในฐานะนักฟังเพลงคนหนึ่ง
ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ดีเจ…
แต่เป็นแค่ Winamp ต่างหาก
ป.ล. ขอบคุณคุณเทป
สำหรับข้อความที่ทำให้ผมไม่หงุดหงิดกับการเป็น Winamp ซักนิดเลยครับ :]