Monthly Archives: พฤษภาคม 2009

15 นาทีของผม

“In the future, everyone will be world-famous for 15 minutes.”
Andy Warhol

หลังจากรอคอยมา 30 ปี ผมก็ได้รับ 15 นาทีของผมแล้วครับ

7.5 นาทีแรก
เสวนา “นักเขียนรุ่นใหม่ บนเส้นทางวรรณกรรม”
โดยสามนักเขียนรุ่นใหม่ คุณชาติวุฒิ บุณณยรักษ์, คุณกิติพล สรัคคานนท์ และผมเอง
วงเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน ThaiWriter.net Meeting ครั้งที่ 1
งานจะมีขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป
ที่ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม อ.สามพราน จ.นครปฐม ครับ
อ่านรายละเอียดของงานและวิธีการเดินทาง (ไกล) ได้ที่
http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?topic=3783.0

7.5 นาทีหลัง
งาน “จินตนาการของนักเขียนเลือดใหม่บนโลกไซส์ 1 cm”
เป็นงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ 1 cm ครับ
ผู้ร่วมเสวนาก็มีผม, คุณนิวัติ พุทธิประสาท และคุณใบพัด
โดยมีคุณจักรพันธุ์ ขวัญมงคลดำเนินรายการ
งานจะจัดขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.
ที่ร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ สาขาสยามพารากอน

นี่อาจเป็น 15 นาทีแรกและ 15 นาทีสุดท้ายของผมด้วย
ถ้าสนใจก็แวะไปพบปะพูดคุยกันได้นะครับ


บทเรียนจาก The Last Lecture

ผมได้ยินชื่อหนังสือ The Last Lecture มานานแล้ว
และก็แอบสนใจด้วย
แต่ที่รออยู่นานกว่าจะยอมอ่าน เป็นเพราะสาเหตุสองประการครับ

เหตุผลแรก
ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งขนาดนั้นจริงๆ เหรอ
ในโลกนี้มีคนตายทุกนาที
ในแต่ละวันคงมีหลายคนที่พร้อมเผชิญหน้าความตายอย่างสง่างาม
เพราะฉะนั้น การที่ศาสตราจารย์แรนดี เพาซ์ผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
จะออกมาถ่ายทอดความรู้ของเขาทิ้งไว้ก่อนตาย
จึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นเหมือนที่สื่อหลายแห่งประโคมข่าวเลยสักนิด
(ดูเหมือนการจัดฉากเพื่อเตรียมไว้สร้างหนังฮอลลีวูดเสียด้วยซ้ำ)

อย่างที่สอง
ผมคิดว่าผมคงไม่ใช่คนไทยคนเดียวที่หมั่นไส้คุณหนูดี – วนิษา เรซ
(อธิบายเหตุผลที่หมั่นไส้ไม่ถูกเหมือนกัน แต่เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจ)
และคุณหนูดีก็เป็นผู้แปล The Last Lecture ฉบับภาษาไทย
เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้จึงอยู่ในรายชื่อท้ายๆ ที่ผมจะอ่าน
แม้ผมจะยืมเพื่อนมาพักใหญ่แล้วก็ตาม

แล้ววันหนึ่งผมก็อยากได้หนังสืออ่านฆ่าเวลาซักเล่ม
สำหรับอ่านอย่างไม่ประติดประต่อยามนั่งรถเมล์ เข้าห้องน้ำ และก่อนนอน
ผมจึงเลือก The Last Lecture
ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมให้ความสำคัญน้อยที่สุดบนชั้นหนังสือ
แต่ปรากฎว่าอ่านแล้ววางไม่ลงครับ
ถึงไม่ได้อ่านรวดเดียวจบ แต่ก็ใช้เวลาน้อยกว่าที่วางแผนไว้เยอะเลย

สิ่งที่ผมเพิ่งรู้ก็คือ
หนังสือเล่มนี้พูดถึงการใช้ชีวิตครับ
แม้ส่วนใหญ่จะเป็นข้อคิดที่เราคุ้นเคยจนรู้สึกเฝือ
แต่ส่วนผสมของนักฝันและนักวิชาการในตัวแรนดี เพาซ์
ช่วยให้คำสอนเชยๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามีสีสันน่าอ่าน
และอาการป่วยของเขาก็ช่วยตอกย้ำเนื้อหาให้หนักแน่นยิ่งขึ้น
(ถ้าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนโดยคนที่ชีวิตกำลังนับถอยหลัง
อาจไม่มีพลังโน้มน้าวใจมากขนาดนี้ แต่ก็คงจะอ่านสนุกอยูดีครับ)

และอีกสิ่งที่ผมเพิ่งรู้ก็คือ
คุณหนูดีแปลหนังสือได้ดีกว่านักแปลอาชีพหลายคนเสียอีก

สรุปว่า The Last Lecture เป็นหนังสือน่าอ่านอีกเล่ม
มีแง่คิดเกี่ยวกับชีวิตให้เก็บเกี่ยวทุกบท
และสำหรับผมยังได้บทเรียนที่แรนดี เพาซ์ไม่ได้สอนด้วย
นั่นคือ…
ควรอ่านก่อนแล้วค่อยตัดสินครับ.

 

Last Lecture

The Last Lecture
เขียน: แรนดี เพาซ์ และ เจฟฟรีย์ ซาสโลว์
แปล: วนิษา เรซ
สำนักพิมพ์อมรินทร์ How To
(ภาพจาก www.amarinpocketbook.com)


จบแล้ว

เราเคยอ่านการ์ตูนจนจบซักกี่เรื่องกัน
อาจจะไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการ์ตูนที่เราอ่านมาตลอดชีวิตเสียด้วยซ้ำ
และในบรรดาการ์ตูนที่เราอ่านจนจบ
จะมีสักกี่เรื่องที่เรารู้สึก ‘อิ่ม’ เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้าย
เพราะการ์ตูนบางเรื่องก็โดนสำนักพิมพ์ตัดจบหลังจากออกมาไม่กี่เล่ม
และบางเรื่องก็ออกทะเลไปนานหลายปี
จนตอนแรกกับตอนสุดท้ายแทบจะเป็นคนละเรื่องกันไปแล้ว

โชคดีที่ Beck ไม่ใช่การ์ตูนแบบนั้น

เรื่องราวของโคะยูกิและเพื่อนๆ ในวง Beck ใช้เวลาเดินทาง 34 เล่ม
เป็นการเดินทางที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวา และมีพลัง
หลายตอนอ่านแล้วอารมณ์พลุ่งพล่านจนอยากตั้งวงดนตรีอีกสักครั้ง
หลายตอนอ่านแล้วชวนให้นึกถึงเพื่อนเก่าที่เคยมีความฝันร่วมกัน
และหลายตอนก็ทำให้อยากมีแฟนอย่างมาโฮะซักคน >_<

แม้เล่มหลังๆ จะยืดยาวไปบ้าง
แต่ก็คล้ายกับท่อน na na na ของเพลง Hey Jude
ที่วนเวียนอยู่ถึง 16 รอบ แต่ก็ชวนร้องตามจนดนตรีเฟดลับไป
เหลือไว้แต่ความทรงจำดีๆ ที่รู้สึกอิ่มเอมทุกครั้งที่นึกถึง

Monglian Chop Squad Rulz!!!

Beck01

ป.ล. สำหรับคนใจร้อน scanlation ของ Beck เล่มสุดท้าย
มีให้อ่านกันแล้วที่ www.thespectrum.net ครับ


ศักดิ์ศรีของดีเจ

มันเป็นคืนนรกของดีเจอย่างแท้จริง…

แม้ไม่ได้มีหลักสูตรเปิดสอนในสถาบันศึกษาแห่งไหน
แต่คนเป็นดีเจในผับบาร์จะไม่เปิดเพลงแบบรายการวิทยุเด็ดขาด
เราไม่เปิดเพลงช้าสลับเร็ว
เราไม่เปิดเพลงข้ามแนวแบบกระทันหัน
เพลงต่อเพลงที่เราเปิดจะรุกคืบไปข้างหน้า
สนุก สนุกขึ้น สนุกขึ้นไปอีก
และจะก้าวสู่จุดสูงสุดราวหนึ่งชั่วโมงก่อนร้านปิด
เพราะอาชีพของเราถูกลิขิตด้วยมิกเซอร์
เอ่อ ไม่ใช่มิกเซอร์ที่เป็นเครื่องปรับแต่งเสียงหรอกนะครับ
แต่เป็นโซดา น้ำ และน้ำอัดลม แหล่งรายได้หลักของร้านต่างหาก
ถ้าลูกค้าสนุกต่อเนื่อง พวกเขาก็จะนั่งนาน และสั่งมิกเซอร์มากขึ้น
จะบอกว่าศักดิ์ศรีของดีเจ อยูที่จำนวนขวดมิกเซอร์ที่อยู่ข้างโต๊ะลูกค้าก็ยังได้

แต่ดีเจก็ยังเป็นคน และมักเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องเพลงด้วย

เกือบเที่ยงคืน ร้านไร้ลูกค้า ดูเหมือนราตรีใกล้จบลงแล้ว
ผมลองจัดเพลย์ลิสต์เพลงไทยเล่นๆ ประมาณ 5-6 เพลง
เพราะร้านกำลังวางแผนจะเปลี่ยนบุคลิกไปเปิดเพลงไทยในอนาคต
แต่ระหว่างที่ Unlovable ของ Mild กำลังดังขึ้น
ลูกค้าก็เข้าร้านแบบไม่ทันตั้งตัว เป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย
ผมกับเจ้าของร้านเห็นพ้องกันว่า เพลงไทยน่าจะเหมาะกับพวกเขาที่สุด
แต่โชคไม่ดีที่ฮาร์ดดิสก์ของร้านมีเพลงไทยจำนวนจำกัด
เพลงใหม่ที่สุดนั้นวางจำหน่ายตั้งแต่ปีที่แล้ว
ส่วนเพลงเก่าที่ที่ข้ามเส้นคลาสสิก ก็มีอยู่ไม่มากนัก
Tattoo Colour, Clash, Body Slam ชุดล่าสุดถูกงัดออกมาใช้งาน
แต่ก็สลับด้วยเพลงเก่าอย่าง Monotone, Modern Dog, ปาล์มมี่, ลุลา
เท่าที่สังเกต ลูกค้ากลุ่มนี้น่าจะสนใจแต่เพลงฮิต
และไม่นาน ความกลัวของผมก็เป็นจริง เมื่อลูกค้าขอเพลงใหม่ที่ไม่มีในร้าน
เขาจึงยกแล็ปท็อปลงมาจากรถ และโหลดเพลงผ่านแฟลชไดรฟ์มาให้
เมื่อผมเปิดดู ก็พบกับเพลงติดชาร์ตของรายการวิทยุวัยรุ่น
เป็นเพลงดังคละเคล้าทุกแนวทางตามประสาชาร์ตเพลงฮิต
ทั้ง K-otic, Girl Generation, แสตมป์, Friday, Big Ass, แดน
ลูกค้ายังกำชับกับผมว่า
“ให้เครื่องมันแรนด้อมเอาก็ได้นะพี่”
แม้จะเป็นแค่ดีเจจำเป็น แต่ผมก็ตะโกนกลับไปว่า
“แล้วตูจะเป็นดีเจไปทำไมฟะ”
อืม ก็แค่ตะโกนในใจน่ะนะ
ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจเลือกเฉพาะเพลงฟังสบายๆ ออกมาหนึ่งชุด
เพราะตอนนั้นเลยตีหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่ควรปิดร้านไปแล้ว
เปิดเพลงชิลล์ๆ ไปเรื่อยๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

คืนนั้นน่าจะผ่านไปด้วยดี ถ้าไม่มีลูกค้าเข้าร้านอีก
(นี่กำลังพูดถึงร้านเหล้านะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็น 7-11)
เป็นลูกค้าขาประจำที่ชอบฟังเพลงสากล
นั่งได้ไม่นาน เธอก็ขอเพลง Yellow ของ Coldplay
ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะ Yellow เป็นเพลงที่ต่อกับเพลงอื่นได้ไม่ยาก
แต่เผอิญว่าตอนนั้น ผมกำลังเปิด Ticket ของ August พอดี
ไม่ว่าจะใช้จินตนาการขนาดไหน ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าสองเพลงนี้จะเชื่อมต่อกันได้
ในที่สุด ผมก็ลองจัดเซ็ตเพลงไทยเกี่ยวกับทะเล 2-3 เพลงมาคั่น
(เพราะนึกถึง mv ของ Yellow ที่ถ่ายที่ริมทะเล)
แต่ก็พอเพลงของ Coldplay ดังขึ้นจริงๆ
ผมก็รู้เหมือนบิดหน้าปัดวิทยุไปเป็นอีกคลื่นอยู่ดี
และนั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่ผมรู้สึกอย่างนั้นในคืนนั้น…

ลูกค้าสองโต๊ะสุดท้าย สร้างรายได้ให้ร้านในระดับที่น่าพอใจ
ในฐานะดีเจผมก็ไม่มีอะไรบกพร่อง
เพราะตอบสนองลูกค้าทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว
แต่ในฐานะนักฟังเพลงคนหนึ่ง
ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ดีเจ…
แต่เป็นแค่ Winamp ต่างหาก

 

ป.ล. ขอบคุณคุณเทป
สำหรับข้อความที่ทำให้ผมไม่หงุดหงิดกับการเป็น Winamp ซักนิดเลยครับ :]


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.